สมอ. ยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กเส้น! ดีเดย์ 18 มิ.ย. นี้ ตีตราโชว์มาตรฐานเพิ่มเชื่อมั่นผู้บริโภค

สมอ. ยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กอีกขั้น! ปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างฉบับใหม่ เป็นเหล็กเส้นกลม มอก. ที่ 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย มอก. ที่ 24-2559 โดยต้องเพิ่มชื่อประเภทเตาหลอมที่ใช้ผลิต รวมทั้งเพิ่มค่าเคมีที่ต้องตรวจสอบและควบคุมในเนื้อเหล็ก ชูเตา EF มาตรฐานเข้ม เริ่มบังคับใช้ 18 มิ.ย. นี้ หวังสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้มีการปรับปรุงมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างใหม่ จากเดิมเหล็กเส้นกลม มอก. ที่ 20-2543 และเหล็กข้ออ้อย มอก. ที่ 24-2548 เป็นเหล็กเส้นกลม มอก. ที่ 20-2559 และเหล็กข้ออ้อย มอก. ที่ 24-2559 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 18 มิ.ย. 2561

ดังนั้น ทางสภาอุตสาหกรรมและสมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า มีความเห็นตรงกันว่า ควรจะเผยแพร่เนื้อหาและสาระสำคัญของมาตรฐานเหล็กเส้นก่อสร้างฉบับใหม่ โดยจะเน้นการยกมาตรฐานคุณภาพเหล็กให้สูงขึ้น ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้และเข้าใจ เพิ่มความมั่นใจในการเลือกใช้เหล็กเส้นก่อสร้าง เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

สำหรับเนื้อหาสำคัญที่ได้เพิ่มเติมประกอบด้วย 1.เพิ่มการตรวจสอบและควบคุมค่าเคมีในเนื้อเหล็กอย่างเข้มงวด โดยเพิ่มค่าเคมีที่ต้องตรวจสอบและควบคุมจาก 5 ชนิด เป็น 19 ชนิด , 2.เพิ่มชื่อผู้นำเข้าเหล็กเส้นก่อสร้างเป็นตัวนูนลงบนเนื้อเหล็ก เพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อกับโรงงานผู้ผลิตที่อยู่ในต่างประเทศ ในกรณีที่เกิดปัญหาในการใช้งาน และ 3.บังคับให้ผู้ผลิตแสดงชนิดของเตาหลอมที่ใช้ในการหลอมเหล็กเป็นตัวนูนเพิ่มลงไปบนเนื้อเหล็กทุกเส้น โดยที่ปัจจุบันมีเตาหลอมอยู่ 4 ชนิด ได้แก่ OH, BO, EF และ IF

โดย เตา OH กับ BO จะเป็นเตาหลอมที่ไม่มีในประเทศไทย ซึ่งเหล็กเส้นที่แสดงสัญลักษณ์เหล่านี้ จะเป็นเหล็กที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ทั้งในรูปของสินค้าสำเร็จรูป หรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ที่เรียกว่า เหล็กแท่ง (Billet) ซึ่งจะต้องนำมาผ่านกระบวนการรีดลดขนาดเพื่อเป็นเหล็กเส้นก่อสร้างต่อไป ส่วนเตา IF เป็นเตาที่เพิ่มเข้ามาในมาตรฐานฉบับนี้ เป็นเตาที่ใช้กระแสไฟฟ้าในการเหนี่ยวนำ เพื่อหลอมเหล็ก

ขณะที่ เตา EF เป็นเตาหลอมที่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตเหล็กมาตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่มาตรฐานฉบับใหม่ บังคับให้ผู้ผลิตแสดงเตาหลอมที่ใช้เป็นตัวนูนเพิ่มขึ้นมาในเนื้อเหล็กเท่านั้น ดังนั้น ผู้บริโภคที่เลือกใช้เหล็กเส้นก่อสร้างที่มีตัวนูน EF มั่นใจได้ว่าจะได้เหล็กเส้นก่อสร้างที่มีคุณภาพดีดังเดิมที่เคยใช้อยู่ ซึ่งข้อดีของเตา EF ที่ต่างจากเตาอื่น ๆ คือ เตาชนิดนี้สามารถขจัดสารปนเปื้อนในเนื้อเหล็กได้ สามารถควบคุมค่าเคมีที่ส่งผลต่อคุณภาพและความแข็งแรงของเหล็กได้ดี เป็นเตาหลอมที่มีการปล่อยมลพิษน้อยกว่า รวมถึงใช้พลังงานในการหลอมน้อยกว่าเตาบางชนิด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เป็นเตาหลอมที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก

ค่าเคมีในเนื้อเหล็กก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้เหล็กที่ผลิตออกมามีคุณภาพหรือด้อยคุณภาพ ใน มอก. ฉบับเดิมนั้น ทาง สมอ. ได้กำหนดค่าเคมีที่ต้องควบคุมไว้เพียง 5 ชนิดเท่านั้น ซึ่ง มอก. ฉบับใหม่ ได้เน้นเรื่องคุณภาพของเหล็กมากขึ้นและคำนึงถึงควมปลอดภัยของผู้บริโภค จึงได้เพิ่มค่าเคมีที่ต้องควบคุมเพิ่มเติมอีก 14 ชนิด รวมเป็น 19 ชนิด โดยค่าเคมีที่กำหนดเหล่านี้จะถูกควบคุมไม่ให้มีมากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อความแข็งแรงของเหล็ก และความปลอดภัยของผู้บริโภค อาทิเช่น การมีฟอสฟอรัสในปริมาณสูงจะทำให้เหล็กเกิดรอยแตกได้ง่าย กำมะถันสูงจะทำให้เหล็กมีความเหนียวต่ำและเปราะหักง่าย หรือโบรอนสูงจะทำให้เหล็กขาดความแกร่งเกิดรอยแตกได้ง่าย เป็นต้น

นายชัยเฉลิม อุปนายกสมาคมฯ อธิบายต่อว่า ในการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างโดยทั่วไป ไม่ว่าจะใช้เตาหลอมชนิดใด จะใช้เศษเหล็กเป็นวัตถุดิบ ซึ่งเศษเหล็กมักจะมีสารมลพิษเจือปนอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ฟอสฟอรัส, กำมะถัน, โบรอน ฯลฯ ที่ส่งผลต่อคุณภาพและความแข็งแรงของเหล็กเส้นดังที่กล่าวมา ซึ่งในการหลอมเหล็กด้วยเตา EF ของกลุ่มสมาคม จะมีกระบวนการในการขจัดสารมลพิษเหล่านี้ออกไป ทำให้เหล็กที่ผลิตออกมามีความสะอาดขึ้น เนื้อเหล็กแน่น จะทำให้ผู้บริโภคมั่นใจมากยิ่งขึ้นในเรื่องคุณภาพ ตามมาตรฐานใหม่